เมื่อแฟชันเป็นเรื่องของทุกเพศ ชวนดูแนวคิด ‘Antigender’ ผ่านงานออกแบบของ Jonathan Anderson

สำหรับทุกคนแล้ว แบรนด์ไหนหรือการคอลแลบไหนที่น่าสนใจในช่วงนี้บ้าง?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนึ่งในการคอลแลบที่น่าติดตามและสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น JW Anderson x Uniqlo ที่ได้ โจนาธาน แอนเดอร์สัน (Jonathan Anderson) มาร่วมดีไซน์ในคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 นี้ 

ในครั้งนี้โจนาธาน แอนเดอร์สันยังคงลายเซ็นของตนเองเอาไว้ในงานออกแบบกับ Uniqlo อย่างชัดเจน ทั้งการออกแบบสไตล์อังกฤษคลาสสิก เน้นความเรียบง่าย แต่สนุกสนาน ควบคู่ไปกับเอกลักษณ์ความเป็นไลฟ์แวร์ (LifeWear) ของ Uniqlo ทำให้ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน 

และอีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของแอนเดอร์สันที่ยังคงตามมาในงานออกแบบ JW Anderson x Uniqlo ครั้งนี้ คือการออกแบบเสื้อผ้าแบบไร้ซึ่งกรอบกำหนดทางเพศ หรือ ‘Antigender’ 

โดยทั่วไปแล้ว เสื้อผ้ามักถูกออกแบบโดยใส่องค์ประกอบทางเพศลงไปเพื่อระบุชัดเจนแต่ต้นว่า ชุดนี้สำหรับเพศไหน เหมาะกับชายหรือหญิงมากกว่ากัน หากแต่แนวคิด Antigender คือแนวคิดที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านกรอบกำหนดแบบสองเพศหรือทวิลักษณ์ทางเพศ (Gender Binaries) ซึ่งในมุมมองด้านแฟชัน มันคือแนวคิดที่ตั้งคำถามต่อการออกแบบเสื้อผ้าแบบเดิมๆ ที่ยึดโยงกับเพศของผู้ใส่ และเปิดประตูให้แฟชันกลายเป็นพื้นที่แห่งอิสระทางความคิดสำหรับทุกคน 

โจนาธาน แอนเดอร์สัน คือหนึ่งในดีไซเนอร์ที่หยิบเอาแนวคิดดังกล่าวมาผสานเข้ากับงานออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หลักของตัวเขาเองอย่าง JW Anderson หรือคอลเลกชันร่วมกับ Uniqlo ตลอดจนแบรนด์ระดับสากลอื่นๆ ตัวของแอนเดอร์สันมักใช้แฟชันเป็นเครื่องมือในการท้าทายกรอบเพศอยู่เสมอ

ครั้งนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาถอดรหัสความเป็น Antigender ที่อยู่ในงานออกแบบของ โจนาธาน แอนเดอร์สัน คอลเลกชันต่างๆ กัน ว่านักออกแบบคนนี้จะซ่อนแนวคิดเหล่านี้เอาไว้ในงานอย่างไรบ้าง

Antigender ในงานออกแบบของ โจนาธาน แอนเดอร์สัน

เมื่อพูดถึงงานออกแบบของโจนาธาน แอนเดอร์สัน หลายคนน่าจะนึกถึงสไตล์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะอย่างยิ่งกับการหยิบเอาประเด็นในสังคมมาเสียดสีและจิกกัดอย่างเจ็บแสบ อย่างการตั้งคำถามต่อการแบ่งแยกเพศในวงการแฟชันเอง ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยตัวเขาสามารถหยิบเอาไอเดียภาพใหญ่เหล่านี้ มาแปรเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่ทุกคนจับต้องได้ 

หากถามว่าเทคนิคที่เด่นชัดที่สุดของแอนเดอร์สันในการสร้างผลงานที่สะท้อนถึงแนวคิด ตลอดจนมุมมองต่อเรื่อง Antigender ของเขา คงหนีไม่พ้นการหยิบเอาองค์ประกอบซึ่งแสดงออกถึงความเป็นหญิงและชายชัดเจนมาผสมกัน หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘Shape-sharing’

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าคอนเซปต์ Antigender ของดีไซเนอร์มากฝีมือผู้นี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นอย่างไรเมื่ออยู่บนเสื้อผ้า เราก็จึงขอยกตัวอย่างงานออกแบบของโจนาธาน แอนเดอร์สันมาให้เห็นภาพกัน พร้อมกับขอไล่เรียงไทม์ไลน์ในวงการแฟชันของตัวเขาควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่างานออกแบบของแอนเดอร์สัน ยังคงแนวคิดเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราขอไม่ย้อนกลับไปเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นชีวิตของแอนเดอร์สัน เพราะเกรงว่ามันจะดูเป็นชีวประวัติมากเกินไป เพราะฉะนั้นขอตั้งหมุดเริ่มต้นไว้ที่ปี 2008 โจนาธาน แอนเดอร์สัน ผู้ซึ่งพอมีประสบการณ์ทำงานด้านแฟชันมาสักระยะ ได้เปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับบุรุษของตัวเองเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ JW Anderson พร้อมได้ขึ้นโชว์ ณ​ London Fashion Week ในปีเดียวกันด้วย

โดยคอนเซปต์หลักตั้งแต่แรกของแอนเดอร์สันคือ การตีความ ‘ความเป็นชาย’ และ ‘ความเป็นหญิง’ ในมุมมองร่วมสมัย ผ่านสัดส่วนและโครงร่างเสื้อผ้าที่ชวนให้ตั้งคำถาม ด้วยการผสมผสานองค์ประกอบของเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมา 

เราจะเห็นแนวคิดนี้ชัดเจนในแบรนด์ของเขาหลังจาก JW Anderson ได้รับความนิยมมากขึ้น จนแอนเดอร์สันตัดสินใจเปิดตัวไลน์เสื้อผ้าสตรี โดยแทบทุกชิ้นสะท้อน ‘ความเป็นชาย’ อย่างชัดเจน เช่น ในคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2010 ที่นำความเป็นพังก์มาเป็นแกนหลัก ผ่านรายละเอียดอย่างสร้อยคอเข็มขัด แจ็กเกตหนัง เข็มขัดหมุด และเสื้อสไตล์ Donkey Jacket ทั้งหมดนี้คือเสื้อผ้าสตรีที่แฝงพลังแบบบุรุษไว้อย่างจงใจ

ทว่าคอลเลกชันที่สามารถสร้างความฮือฮา จนหลายคนยกให้เป็นคอลเลกชันที่เขย่าวงการ London Fashion Week คือ คอลเลกชัน ‘Age of Consent’ เสื้อผ้าผู้ชาย ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน2013 ซึ่งชวนให้ผู้ชมได้ถกเถียงเกี่ยวกับความเย้ายวนทางเพศ ด้วยการใช้สัญลักษณ์เด็กและความอ่อนโยนของผู้หญิง เช่น ตุ๊กตาหมี ผ้ากันเปื้อน ลูกไม้ สีชมพู และความโปร่งแสง ซึ่งผสมกับเสื้อผ้าแบบผู้ชาย เช่น เสื้อเชิ้ตทรงตรง กางเกงขาบาน แจ็กเกตสูทแบบรัดรูป

หลายครั้ง โจนาธานมักใช้ผ้าและสัญลักษณ์แบบผู้หญิง เช่น ออร์แกนซา ทาฟต้า และผ้าละเอียด มาแปลงเป็นเสื้อผ้าผู้ชาย ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างสัญลักษณ์ชายและหญิง ทั้งในสีสันและรูปทรง เช่น สีชมพู สีแดง สีม่วง ตัดกับสีคลาสสิกของผู้ชาย อย่างสีดำ สีขาว และสีเบจ 

ต่อมาในปีเดียวกัน แอนเดอร์สันได้ก้าวเข้ามาเป็นครีเอทิฟไดเรกเตอร์ให้แก่ LOEWE ผ่านการทาบทามของ LVMH การเข้ามาของแอนเดอร์สัน ได้ผลิกโฉม LOEWE จากแบรนด์ที่หลายคนมองว่าเชยและตกยุค ให้กลับมาสู่แนวหน้าของวงการแฟชันอีกครั้ง 

แม้จะเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ตัวใหม่ แต่แอนเดอร์สันก็ไม่ละทิ้งลายเซ็นและแนวคิด Antigender ตัวเขาได้ต่อยอดไอเดียจากแค่การนำเสนอแบบสลับขั้วชายและหญิง สู่การให้เสื้อผ้าเล่าเรื่องความหลากหลายทางเพศและเควียร์ ตัวอย่างเช่นคอลเลกชันของผู้ชาย ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2024 ทั้งทรงเสื้อที่มีการผูกโบว์ เสื้อโคตหนังกึ่งเดรส ชุดที่มีทั้งความแมนและความสาวอยู่ในชุดเดียวกัน เหล่านี้คือภาพสำคัญที่ช่วยตอกย้ำว่าตัวแอนเดอร์สันยังคงต้องการประเด็น Antigender มาให้ผู้ชมได้ถกเถียงกันต่อไป แม้จะอยู่บนเวทีของ LOEWE ก็ตาม 

หลังจาก 11 ปี กับการกุมบังเหียน LOEWE เมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมา แอนเดอร์สันก็ได้ก้าวลงจากตำแหน่ง พร้อมก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหม่ กับตำแหน่งครีเอทิฟไดเรกเตอร์ให้แก่ Dior สำหรับทั้งเสื้อผ้าบุรุษ สตรี และเสื้อผ้าชั้นสูง (Haute Couture) ซึ่งนับเป็นข่าวในแวดวงแฟชันที่ทำเอาหลายคนตะลึง และต่างเฝ้ารอว่าคอลเลกชันของ Dior ภายใต้ทิศทางของเขาจะเป็นไปอย่างไร 

แน่นอนว่าคอลเลกชันเดบิวต์ที่ผ่านมานี้ ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ต้องผิดหวัง คอลเลกชัน Dior Homme ฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 ที่ได้ผสมผสานกลิ่นอายความเป็น Dior ยุคดั้งเดิมเข้ากับ ความหัวขบถ และขี้เล่นตามสไตล์แอนเดอร์สัน แถมตัวเขายังคงเอกลักษณ์ความเป็นเสื้อผ้าที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์เรื่องเพศไว้เช่นเคย ตัวอย่างเช่นชุดแรกของฝั่งผู้ชาย ที่ได้จับเอาแจ็กเกตผ้าทวีดโดนีเกล (Donegal) มาคู่กับกางเกงขาสั้นทรงคาร์โกพองๆ แต่งชายกระโปรงจีบไล่ระดับด้านหลัง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก ชุดเดรส Mille-feuille 

หรือแม้แต่ชุดจากคอลเลกชันของผู้หญิง ที่แม้จะไม่ได้เล่นกับแนวคิด Antigender มาก แต่แอนเดอร์สันก็ยังแอบใส่ลงไปกลมกลืนกับภาพรวมของชุดได้อย่างลงตัว เช่น หมวกที่ออกแบบโดย สตีเฟน โจนส์ (Stephen Jones) ก็ได้ผสมผสานสไตล์การออกแบบระหว่างหมวกทรงคอร์เน็ตต์แบบแม่ชีกับหมวกทรงบิคอร์นแบบทหาร 

ไหนๆ เราก็เริ่มต้นเนื้อหากันด้วย JW X Uniqlo แล้ว ถ้าจะข้ามคอลเลกชันล่าสุดนี้ไปเลยเห็นคงจะไม่ได้ เชื่อว่าใครที่เป็นแฟนโจนาธาน แอนเดอร์สัน ย่อมเห็นคอลเลกชันนี้กันไปแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งต้องขอบอกว่านอกจากการผสมผสานสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของแอนเดอร์สันกับความเป็นไลฟ์แวร์ของ Uniqlo แล้ว เราก็จะได้ประมาณหนึ่งว่าเสื้อผ้าของทั้งผู้ชายและผู้หญิงในคอลเลกชันนี้ ไม่ได้มีเส้นแบ่งถูกขีดเอาไว้อย่างชัดเจน 

ตัวอย่างเช่นเสื้อแจ็คเกตรุ่น PUFFTECH ของผู้หญิงที่ได้มีการเติมความนิ่งและเท่ตามสไตล์เสื้อผ้าผู้ชายลงไป เพื่อเพิ่มความเป็นชายในเสื้อผ้า ไม่ดูเป็นเหมือนเสื้อผ้าผู้หญิงจนเกินไป หรือเสื้อสเวตเตอร์ลายก้างปลา (Herringbone) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับทุกเพศอย่างแท้จริง 

มาถึงตรงนี้ หากใครที่ไม่ได้ติดตามโจนาธาน แอนเดอร์สันมาก่อน แล้วลองไปส่องดูคอลเลกชันต่างๆ ของเจ้าตัวดู นอกจากเอกลักษณ์ในสไตล์การออกแบบแล้ว ก็คงเห็นพ้องต้องกันถึงแนวคิดความเป็น Antigender ที่แฝงมาอยู่ในเกือบทุกคอลเลกชันอย่างแน่นอน 

จากแนวคิด Antingender ของแอนเดอร์สัน ก็ยิ่งตอกย้ำให้เราเห็นว่า เสื้อผ้าไม่ได้มีเพศมาตั้งแต่ต้น มีแต่พวกเรากันเองที่นิยามว่าเพศไหนควรแต่งกายแบบไหน การฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ที่มีอยู่ในโลกแฟชัน จึงไม่ใช่เพียงแค่การท้าทายหรือความขบถ หากแต่เป็นการแสดงให้โลกได้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของเสื้อผ้ามากกว่า

อ้างอิงจาก

dazeddigital.com

firstview.com

showstudio.com

gq.com 

zmj.unibo.it

vogue.com

harpersbazaar.com

jwanderson.com

AUTHOR