นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้ ‘เบิร์ด-นีลชา’ นักเล่านิทานว่าด้วยชีวิตและความตาย

ผมซอยสั้น เสื้อคอปกสีขาวพิมพ์ลายหมวกใบเล็ก กาน้ำ ถุงเท้า กระปุกแยม ลูกวอลนัท เรายังนับไม่หมดว่ามีข้าวของอะไรที่ผสมอยู่ในเสื้อหนึ่งตัวของเธอ แต่ที่ฝังแนบในความทรงจำตั้งแต่แรกเจอ กระทั่งขณะที่กำลังกดแป้นพิมพ์อยู่คือน้ำเสียง มันเหมือนกาแฟดำที่หยอดน้ำผึ้งลงไปสองสามหยด ทั้งเข้ม ลุ่มลึก และหวานนิดหน่อย 

แถมเธอยังแข็งแรงมากเสียด้วย แม้จะอยู่ในวัยห้าสิบกว่าแล้ว จากการที่เห็นเธอยกกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินลงมาจากรถอย่างทะมัดทะแมง หากไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร คงคิดกันไปว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเตรียมตัวออกเดินทางไปไกลโพ้น แต่เพราะเรารู้ว่าเธอเป็น ‘นักเล่านิทาน’ เมื่อกางกระเป๋าออกมาถึงได้ไม่แปลกใจที่ไส้ในอัดแน่นไปด้วยหนังสือนิทานมากกว่า 40 เล่ม และเอกลักษณ์ของ ‘เบิร์ด-นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ’ ไม่ใช่ปกนิทานรูปซินเดอเรลล่าหรือฮีโรเหมือนในจักรวาลมาร์เวล แต่เป็นนิทานว่าด้วยวิถีชีวิต ความตาย และสงคราม วงเล็บไว้ว่าโดยส่วนใหญ่นะ

การเดินทางของส่วนที่หายไป 

เมื่อต้องกรอกฟอร์มในช่องอาชีพ เบิร์ดกรอกว่าอะไร

เอาจริงๆ นะ อาชีพรับจ้างทั่วไป (หัวเราะ) ถ้าเขาให้ระบุก็จะบอกว่าเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ศิลปะ

ทำไมไม่บอกว่าตัวเองเป็นนักเล่านิทาน 

เพิ่งมาบอกช่วงปีให้หลังเอง เราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่เรียกว่านักเล่านิทานได้ไหม แต่เราใช้นิทานภาพกับนิทานเยอะมากจริงๆ รุ่นน้องก็บอกว่าถ้าไม่ยอมเรียกตัวเองว่านักเล่านิทาน ใครจะไปกล้าเรียก อีกอย่างหนึ่ง มันไม่ได้เงินทองจนเรียกเป็นอาชีพได้ แล้วเราก็ทำงานหลายอย่าง

เคยคิดไหมว่านิทานจะตามเรามาจนถึงวัยผู้ใหญ่

เราใช้หนังสือนิทานภาพตอนโตแล้ว เด็กๆ เราไม่มีหนังสือนิทานภาพแบบนี้เยอะนัก แล้วมันก็ราคาแพง แต่เมื่ออายุยี่สิบเราได้ไปทำงานที่หมู่บ้านเด็ก จังหวัดกาญจนบุรี เห็นเขาวางเล่มนี้ไว้หน้าบ้าน เราอ่านแล้วร้องไห้ใหญ่เลย ทั้งตื่นเต้นทั้งตกใจว่าหนังสือลายเส้นขีดๆ แค่นี้ มันทำงานกับเราขนาดนี้เลยเหรอ เป็นเรื่องราวที่เหมือนจะง่ายนะ แต่กลับสะท้อนความต้องการและความรู้สึกภายในจนมันสั่นสะเทือน 

เรื่องย่อคือรูปทรงสามเหลี่ยมอยากจะพาตัวเองไปข้างหน้า แต่ไม่มีใครพามันไป ถึงจะมีรูปทรงวงกลมที่พาไปได้ก็ดันเจอความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พอเหมาะกัน สุดท้ายรูปทรงสามเหลี่ยมก็เลือกวิธียก ดึง ล้ม ยก ดึง ล้มไปเรื่อยๆ จนมุมสึกหายไป กลายเป็นการกระแทก กลายเป็นการกระโดด แม้เขาไม่รู้จะไปไหนต่อ เขาก็ยังกลิ้งไปข้างหน้า นิทานที่ชื่อ ‘การเดินทางของส่วนที่หายไป’ (The Missing Piece Meets the Big O) โดยเชล ซิลเวอร์สเตน ช่วยตอบคำถามได้ว่าทำไมนิทานถึงตามเรามาในวัยนี้

ทำไมนิทาน ‘การเดินทางของส่วนที่หายไป’ ถึงทำงานกับเบิร์ดในอายุ 20 ได้มากขนาดนั้น

มันอยู่ในการค้นหาตัวเอง เรากำลังทุ่มกายทุ่มใจในการเรียนรู้โลกในอายุ 20 ปี เราเอาแต่คิดว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้โลกดำเนินต่อไปได้ พร้อมกันกับภาวะอารมณ์ที่เข้ามา จนต้องถามตัวเองว่าจะทำงานอะไร ความฝันเราคืออะไรกันแน่ มันทำงานกับตัวตนข้างในว่าจริงๆ เราจะทำอะไรก็ได้นะ เราแค่ต้องอดทนไปก่อน ทำต่อไป แล้วเดี๋ยวจะหาแง่มุมของตัวเองเจอ เหมือนที่ทรงสามเหลี่ยมเจอ

การที่เบิร์ดในอายุ 20 ไม่มีความฝัน มันแย่มากหรือเปล่า

ไม่เชิงว่าไม่มีความฝัน แต่มันไม่ชัด ถึงจะเรียนจบครุศาสตร์มา แต่เราไม่ได้อยากเป็นครู นักแสดง ทนาย หรือกระบวนกรผู้ยิ่งใหญ่ มันกำลังหาว่าจะทำอะไรได้บ้าง เรากลายเป็นนักแสวงหา นักเดินทาง เพราะสมัยเราไม่มีโรมอโลน (I Roam Alone) ไม่มียูทูบเบอร์ไปเที่ยวให้เห็น 

แล้วเบิร์ดเจอส่วนที่หายไปไหม

เจอนะ มันก็เจอวิธีการไปข้างหน้า แล้วก็เจ็บปวดด้วย

เจอได้อย่างไร

เป็นจังหวะที่เราหยุดรอ ไม่แน่ใจว่าเป็นจุดอ่อนหรือจุดแข็งนะ แต่เราเชื่ออะไรก็อยู่แบบนั้น เชื่อในไหนก็อยู่กับมันก่อน หาช่องทางว่าเราทำอะไรได้บ้างเพื่อยืนยันในสิ่งที่เราเชื่อ ด้วยการเล่านิทานต่อเนื่อง แล้วมันก็เดินทางมาเรื่อยๆ  

นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้

เริ่มหยิบนิทานมาเล่าให้คนอื่นฟังเมื่อไร

ช่วงโควิดระบาด เราเล่านิทานความตายเรื่อง ‘แมวน้อยร้อยหมื่นชาติ’ โดยโยโกะ ซาโนะ เราชอบเส้นสีในเล่ม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความตายที่สวยงามมาก ด้วยพื้นฐานเราเป็นคนทำละครกับกลุ่มละครมะขามป้อม ทำงานเป็นนักเคลื่อนไหวโดยใช้ศิลปะ ภาพละครในการเข้าใจตัวเอง คนอื่น สังคม แล้วก็สื่อสารออกไป เราโตมากับกระบวนการนั้น แล้วก็เลือกใช้นิทานเล่มนี้มาเล่าต่อ เล่าประกอบกับเพลงของเพื่อน หลังจากเล่าแล้ว Peacefuldeath หรือชุมชนกรุณา เขากำลังทำเรื่องเกี่ยวกับการอยู่ดีตายดี ก็เห็นเราแล้วก็ชวนเราไปเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ได้เข้าวงการไปเจอคนที่คิดเห็นเหมือนกันเรื่องของความตาย

หลังจากนั้นตั้งใจยึดการเล่านิทานเป็นอาชีพเลยไหม

ไม่ค่ะ ถ้าจะหาเงินจากการเล่านิทานมันเครียดเกินไป เพราะงานศิลปะในบ้านเราไม่ได้ถูกมองอย่างกว้างขวางเพียงพอ เห็นได้จากการงบประมาณที่มีข้อแม้มากมาย บางคนอาจจะเรียกเป็นอาชีพได้ แต่เราคิดไม่เหมือนเขา เราตั้งกลุ่ม ‘คิดแจ่ม’ ขึ้นมา เพราะต้องการทำตามวัตถุประสงค์ของตัวเองที่ไม่ได้ทำตามลูกค้า ฟังดูดี แต่มันยากจนแล้วก็เป็นอาชีพไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าเราอยากเล่าเรื่องความตาย ความเจ็บปวดร้าวราน สงครามผ่านหนังสือนิทานภาพจะมีใครสนับสนุนเราไหม มันหายากนะ แต่สุดท้ายเราก็เจอนะ 

เบิร์ดคิดว่าเพราะอะไรนักเล่านิทานถึงยังไม่ถูกมองเห็นความสำคัญ 

เขาเห็นแต่เขาจ่ายน้อย (หัวเราะ) วิธีการให้ทุนขององค์กรใหญ่ๆ เขาจะไม่ได้ให้ค่าบุคคล ให้แต่ค่าที่พัก ค่าอาหาร ก็เป็นอะไรที่เรายังเกาหัวกันอยู่

ความยากของการเป็นนักเล่านิทานสำหรับเบิร์ดคืออะไร

ยังไม่เห็นขนาดนั้นนะ เรายังได้เล่าอยู่ เรายืนยันในการเล่าแล้วก็ยังมีคนอยากฟัง ไม่อย่างนั้น คงทำมาเรื่อยๆ ไม่ได้ แต่ใช่ว่ามีคนมาฟังเราเป็นหมื่น เราอยู่ในกลุ่มไม่แมส อย่างเราทำยูทูบก็จะเป็นเหมือนช่องการศึกษา มีคนมาคอมเมนต์ว่าข้ามส่วนที่แนะนำนักเขียนไปเลยได้ไหม (โอ๊ะ! เป็นเสียงอุทานจากเราเอง) แต่ก็ยังทำต่อไปนะ แค่เข้าใจตลาดแมสมากขึ้น แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่เราเสนอไม่ต้องแมสก็ได้ อย่างน้อยก็มีคนกลุ่มหนึ่งอาจจะหลักร้อยหลักพันเวียนกันอยู่ เกิดเป็นการนั่งฟังนิทานด้วยกันไม่กี่คน เป็นภาวะแลกเปลี่ยนเหมือนเลขแปด

เสน่ห์การเล่านิทานฉบับเบิร์ดคืออะไร

สื่อสารกัน เล่าโดยใช้หนังสือ ไม่ได้สื่อสารแบบตั้งใจคุยนะ เราปล่อยให้หนังสือ ภาพ และคำ คุยกับคนที่อยู่กับเรา เรามีหน้าที่เป็นตัวกลางในการปล่อยออกไปเท่านั้นเอง

มีลีลาในการเล่าไหม

เราก็ใช้มามากนะ (หัวเราะ) ลีลาของเราคือทำอย่างไรก็ได้ให้คนมองเห็นหนังสือ แต่บางเล่มก็เหมาะกับการอ่านคนเดียวมากกว่านะ มีนักเขียนที่เขียนเกี่ยวกับเด็กหลายคน อย่างเรื่องเด็กที่ตกอยู่ในสงครามฮิโรชิมา ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กรู้ว่าสงครามมันไม่ดี พวกเขาอาจโตขึ้นไปเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการก่อสงคราม หรือยุติสงครามก็ได้ 

นิทานภาพคือศิลปะ เป็นเหมือนวัฒนธรรม นี่ก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐมองไม่เห็น มันไม่ใช่การฟรีซแช่แข็งบางอย่าง แต่คือการไหลลื่นของผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในขนบอย่างเดียว มันก็มีนะเรื่องเบาๆ ที่เราเล่าอย่าง ‘คุณช้างจอมกลั้นตด’ โดย Laurie Cohen ที่คุณช้างกลั้นลมในท้องจนหน้าดำหน้าแดง คิดว่าถ้าฉันตดออกมาโลกต้องแตกเป็นเสี่ยง ทุกคนต้องตายหมด ไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์เพราะฉัน แต่พอตดตูมออกมาก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย (หัวเราะ) 

เดี๋ยวนี้สำนักพิมพ์จะมีนิทานที่เป็นคำถามชวนคุยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ด้วย เพราะบางคนต้องการให้เบ็ดเสร็จเลย ไม่ต้องการให้ลูกคิดเอง กลัวลูกจะคิดไม่เป็น นี่เป็นเรื่องโดยส่วนใหญ่ที่ไม่อยากยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับ เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยมีเวลา ลูกก็จะไม่เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ 

แล้วเบิร์ดก็หยิบนิทาน ‘ตอนที่ผมกินราเม็ง’ โดยฮาเซงาวะ โยชิฟุมิมาเล่าให้เราฟัง หนังสือถูกเปิดอย่างเชื่องช้า ขับกล่อมให้เราเข้าไปเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่อง ด้วยน้ำเสียงประกอบอันลุ่มลึกของเบิร์ด เราเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเพราะอะไรหนังสือบางเล่มก็เหมาะกับการอ่านคนเดียว ดูเหมือนว่านิทานเรื่องนี้จะยังไม่ถูกค้นพบ ผู้เล่าบอกเองกับปากว่ายอดขายนั้นน่าน้อยใจ ทั้งที่หนังสือคุณภาพเหลือล้น 

เธอยังไม่เคยเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กคนอื่นฟัง แต่ผ่านหูผ่านตาเพื่อนวัยเดียวกันรอบตัวมาแล้ว เบิร์ดบอกว่าหลังจากพวกเขาได้ฟัง ก็อ้าปากค้างเหมือนเรากันแทบทุกคน เราเองไม่อาจแน่ใจว่าเด็กที่ได้ฟังจะรู้สึกอย่างไร เพราะ ‘ตอนที่ผมกินราเม็ง’ อยู่ ข้างบ้านผมกำลังนั่งส้วม ถัดไปอีกหลังเป็นเด็กหญิงที่ยืนสีไวโอลิน ถัดไปไกลโพ้นมีเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังสูดเส้นราเม็ง และมุมหนึ่งของโลกนั้น มีเด็กคนหนึ่งที่ถูกพรากวัยเยาว์ให้สูญสิ้นไป

ในวันที่แมวยังมีชีวิตได้อีกหมื่นชาติ

เบิร์ดมีวิธีเล่าเรื่องความตายอย่างไรให้เด็กไม่กลัว

ต้องสังเกตก่อนว่าเด็กพร้อมฟังหรือเปล่า เพราะบางครั้งผู้ใหญ่หรือพ่อแม่จะคิดว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เด็กรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ได้ แต่มันมีหลักจิตวิทยาการตามวัย ว่าเด็กอายุ 7-8 ขวบขึ้นไปถึงจะเข้าใจเหตุผลการไปแล้วไปลับไม่กลับมา อย่างเรื่อง ‘คิดถึงนะครับแม่’ โดย Rebecca Cobb ทำให้เห็นว่าเด็กจะมีโอกาสโทษตัวเองสูงมาก เขาจะตั้งคำถามว่าการที่แม่ไม่กลับบ้านเพราะผมดื้อหรือเปล่า เขายังไม่พร้อมที่จะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะอายุยังไม่ถึง 

เราเล่านิทานเรื่อง ‘แมวน้อยร้อยหมื่นชาติ’ เพราะเพื่อนที่เป็นนักกระบวนการด้วยกันเสียชีวิต เขารู้ว่าตัวเองจะต้องไป สิ่งที่เขาทำคือเล่านิทานให้ลูกสองคนฟังทุกวัน วาดรูประบายสีด้วยกัน เราไปงานศพเพื่อนแล้วก็เห็นครอบครัวเขา เห็นความเศร้า เขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นว่านิทานสามารถสื่อสารความสัมพันธ์ ทิ้งความทรงจำของการมีแม่อยู่ ทิ้งความรู้สึกที่ไม่ขาดแม่เอาไว้ได้จากการใช้ศิลปะชนิดนี้  

เคยมีคนตั้งคำถามไหมว่าทำไมไม่เล่าเรื่องเจ้าหญิงเจ้าชายในแดนมหัศจรรย์

ก็เล่านะ แต่ตอนนี้เราอยากเล่าเรื่องนี้ (หัวเราะ) กลุ่ม ‘คิดแจ่ม’ ก็เกิดขึ้นหลังจากเราไปเล่านิทานให้เด็กป่วยในโรงพยาบาลฟังเมื่อประมาณปี 2551 ส่วนปีนี้ได้มีโอกาสไปเล่าในโรงพยาบาลที่จังหวัดลำปาง เรื่อง ‘บาบา’ โดยกฤษณะ กาญจนาภา และวชิราวรรณ ทับเสือ เด็กที่รู้ว่าตัวเองป่วยก็จะมีแววตาตามอาการ แต่เมื่อเขาเห็นภาพ เห็นการแสดง ได้ยินเสียงที่พอเหมาะ ตาเขาจะเป็นประกายขึ้นมา เด็กๆ ชอบเรื่องนี้มาก พวกเขาชอบความเป็นบาบา มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาสะกิดเรา บอกว่าอยากได้ตุ๊กตาบาบา เรารู้สึกแบบอืม (เบิร์ดเว้นช่วงหายใจ) เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขนะ

นอกจากเรื่องความตาย เบิร์ดสนใจในธรรมะหรือศาสนาไหม

สนใจ เรายึดหลักการรู้สึกตัว อยู่กับเวลาตรงนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้กับกายและใจ เราจะเห็นว่ามีความรู้สึกต่างๆ นานา อาจจะหิว ร้อน เมื่อย แต่ก็แค่รู้เอาไว้ ความรู้สึกตัวทำให้เกิดสติ แต่สติก็ไม่เที่ยงนะ อยู่กับเราไม่ตลอดหรอก เมื่อมีสติต่อเนื่องก็จะเกิดสมาธิ เกิดการโฟกัสเอง 

หากสติหล่นหาย เบิร์ดมีวิธีเรียกมันกลับมาอย่างไร

ง่ายๆ เลย ถ้านั่งอยู่ตรงนี้ ก้นเราอยู่ไหน ร่างกายอยู่ท่วงท่าไหน ความรู้สึกเป็นอย่างไร มีช่วงที่เราไปฝึกปฏิบัติธรรมอยู่หลายวัน เป็นเดือนก็มี จนเกิดเป็นทักษะทำให้อยู่กับปัจจุบันเป็น แม้ว่าจะกลัวหรือรู้สึกอะไรก็จะมีฐานเป็นร่างกายเรียกให้เรากลับมาอยู่เสมอว่าเรายังอยู่ตรงนี้ วันหนึ่งถ้าเป็นอัมพาตหรือตายไป ก็คงเป็นเรื่องของตรงนั้นแล้ว เราไม่ได้จะต้องนั่งสมาธิแล้วปะทุแสงเห็นอะไรทั้งสิ้น หลับตาบางทีมีแต่ง่วง (หัวเราะ) กลับมาที่ความรู้สึกตัวง่ายๆ มากกว่า

ฝึกธรรมะเพราะทุกข์หรือเปล่า

แน่นอน แต่ก็พยายามคิดว่าฉันไม่ได้ทุกข์หรอก ก็บอกคนอื่นว่าไปหาเครื่องมือในการใช้ชีวิต (หัวเราะ) ทั้งที่จริงเราทุกข์จะตายห่า ไม่สบายใจ อารมณ์เหวี่ยง เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเซน เขาเขียนไว้ว่าคุณจะไม่มีความสุขที่สุด และไม่มีความทุกข์ที่สุดอีกต่อไป เมื่อคุณเข้าใจเซน เฮ้ย! ซื้อเลย ได้เราไปเลย เพราะเราเคยเป็นวัยรุ่นอารมณ์เหวี่ยง แล้วมันเหนื่อย แต่จริงๆ ถ้ายอมรับตัวเองในวันนั้น ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองก็ได้ แค่เข้าใจไว้ จะได้รู้จุดนั้นว่าต้องสต็อปก่อน เราเล่านิทานก็เพื่อชวนคนมารู้สึกตัว รู้จักตัวเอง เป็นกระจกส่องว่าเราเห็นอะไรในตัวเอง บรรยากาศในการเล่านิทานมันเกิดขึ้นแบบนั้น เพราะเรากำลังจดจ่อทำให้ได้คิด ได้รู้สึกถึงตัวเองด้วยกัน 

อย่างนิทานเรื่อง ‘นิ่ง’ โดยชีวัน วิสาสะ เขาบอกว่าอารมณ์นิ่ง ถ้าไม่รู้สึกตัวก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ามีความนิ่งเกิดขึ้นอยู่ แต่เราไม่ค่อยได้ปล่อยให้มันทำงาน เพราะมัวแต่ใช้อย่างอื่นในการให้ตัวเองนิ่งสบายแทน อาจจะอาศัยเพลงหรือซีรีส์ จริงๆ นิ่งอยู่ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว ฝนฟ้าจะตกหนักอย่างไร ตัวนิ่งก็ยังนิ่ง ใต้ทะเลลึกมีอะไรมากมายจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ตัวนิ่งก็ยังนิ่งได้ อยู่ที่ไหนก็มีภาวะนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่สร้างให้มันนิ่งด้วยนะ มันนิ่งของมันเองอยู่แล้ว 

ตอนแรกเราไม่ได้สนใจนิทานเรื่องนี้มากเหมือนกัน แต่เราไปอ่านในสถานปฏิบัติธรรมแล้วเห็นเขาแนะนำเล่มนี้ มันทำให้เรารู้จักสภาวะที่จะปลดอุเบกขาได้จริงๆ ไม่ใช่การนิ่งเฉยแบบไม่สนใจอะไร แต่เป็นความไม่ต้องทำอะไร เป็นความสงบที่ไม่ต้องสร้าง แค่นั่งรอแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวความนิ่งจะปรากฏให้เห็น เป็นสันติสุขในชีวิตประจำวันในขณะที่เรากำลังต่อสู้ ขุ่นแค้นกับเรื่องอะไรอยู่

ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อสิ

ถ้าเสียความรักไปก็สร้างมันขึ้นมาใหม่สิ

การใช้ชีวิตที่ดีสำหรับเบิร์ดเป็นอย่างไร

ใช้ชีวิตอย่างได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ใช้ชีวิตแบบเสรีตามเจตจำนงของตัวเอง ซึ่งบางครั้งเจตจำนงของเรามันเกี่ยวกับการยอมรับ ไม่ได้ยอมแพ้นะ เราแค่ต้องเลือกว่าจะอยู่แบบไหน

เห็นในบทสัมภาษณ์เก่าบอกว่าเมื่อก่อนเบิร์ดเป็นคนใช้คำพูดแรงใช่ไหม

เราเป็นคนทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดมาเยอะมาก จนรู้สึกว่าตัวเองต้องฝึก หยุด! ห้ามคิดอะไรแล้วพูดอย่างนั้น เราคิดว่าเราเป็นคนพูดจาตลก เพราะเห็นว่าคนฟังหัวเราะ แต่กลายเป็นว่าเขาไปแอบร้องไห้ การทำร้ายคนด้วยคำพูดอย่างที่เราไม่รู้ตัวมันเจ็บปวดมาก เราก็หัดเป็นพิธีกร หัดเป็นนักเล่านิทานเพื่อบังคับคำพูดตัวเอง ทุกอย่างเป็นการฝึกขัดเกลาตัวเองทั้งนั้นเลย แม้จนถึงวัยห้าสิบกว่านี้แล้วก็ยังต้องขัดเกลา

ตอนนี้มีนิสัยอะไรในตัวเองที่เบิร์ดไม่ชอบไหม

โอย! เยอะแยะเลย (หัวเราะ) แต่ว่ามันยอมรับได้มากกว่าเพราะว่าเราเป็นคน ขอแค่มีความรู้สึกตัวก่อนจะทำอะไรลงไป แล้วจะทำร้ายคนอื่นน้อยลงได้ด้วยวิธีไหน

นิทานเปลี่ยนอะไรในชีวิตเบิร์ดไป

มันพาเราไปสู่เพื่อนๆ พามาเจอนี่! (เบิร์ดชี้นิ้วลงพื้น) พามาที่นี่ พาไปสู่การงาน ผู้คน ศิลปะที่ลึกซึ้งมากขึ้น พาเราไปเรื่อยๆ แบบโลกอนันต์ (Infinity World) มากเลย ในการเข้าใจความเป็นมนุษย์ คนมันหลากหลาย ลึกซึ้ง และกว้างขวาง 

นิทานเป็นอะไรให้แก่ชีวิตเบิร์ด

เป็นของขวัญ (ยิ้ม)

นิทานเล่มไหนที่เบิร์ดยกให้เป็นเล่มโปรด

เรื่อง ‘ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อสิ’ โดยชินสุเกะ โยชิทาเกะ เราจะชอบยัดเยียดเรื่องนี้ให้คนอื่นอ่าน อย่างเข่นตอนนี้เป็นต้น (หัวเราะ) นิทานเล่มนี้ทำให้ไม่ลืมว่าอารมณ์ขันเป็นสิ่งสำคัญกับตัวเอง ไม่ต้องทำให้คนอื่นหัวเราะก็ได้ แต่ต้องทำให้ตัวเองหัวเราะ เพราะนิทานเล่มนี้ทำให้เราพูดโยงเข้าสู่เรื่องนี้ได้ เป็นคุณค่าของชีวิตการทำงานอย่างหนึ่งนะ 

นอกจากนิทานแล้ว เบิร์ดให้ความสำคัญอะไรในชีวิตตัวเองมากที่สุด

ชีวิตประจำวัน ถูบ้าน ซักผ้า พวกงานเล็กๆ นี่สำคัญมากนะ เราทำสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ตัวเองมีกำลังในการใช้ชีวิตต่อเนื่องกับโลกภายนอก มันเป็นสิ่งที่ดูไม่สำคัญแต่มันสำคัญ

เด็กหญิงนีลชาเติบโตมาเป็นนักเล่านิทาน

ทุกวันนี้เบิร์ดทำงานด้วยจุดประสงค์อะไร

เราอยากให้คนมีความสุข พูดไปก็เขิน คือมันไม่ใช่ความสุขแบบนั้น แต่อยากให้คนฟังนิทานแล้วมีความสงบสุขในชีวิตประจำวัน สังเกตว่านิทานที่เราเล่าจะเป็นนิทานไม่สอน คล้ายธรรมะ ยุคของคนอีสปมันจบไปแล้ว แต่มันดีนะ เขาเหมาะมากในยุคของเขา ตามประวัติศาสตร์เขาเป็นครูผู้สอนเจ้าชายเจ้าหญิง ในนิทานเขาถึงต้องเป็นการสอนให้รู้ว่า แต่ในปัจจุบันทุกคนเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงแบบใหม่ที่ต้องคิดเอง นิทานเรื่องนี้ทำให้คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร อยากทำอะไรต่อ อยากพูดว่าอะไร 

เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมีกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วน่ะสิ

ใช่ ไม่ค่อยมี แต่เราก็ยังใช้คำนี้อยู่นะ เพราะชินกับการใช้กาลครั้งหนึ่ง มันเหมือนทำให้เราหลุดไปอีกโลกหนึ่ง

หากโลกนี้ไม่มีหนังสือนิทาน เบิร์ดคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

มันก็คงเกิดเรื่องเล่าปากต่อปากสืบต่อกันไป การสร้างเรื่องใหม่ๆ เพื่อเสริมกำลังใจ ความหวัง การมีชีวิต การสอนเรื่องเล็กๆ และถ่ายทอดประสบการณ์ 

สำหรับเบิร์ดแล้ว สิ่งสำคัญในการทำให้เด็กคนหนึ่งมีวัยเยาว์ที่น่าจดจำได้คืออะไร

กินอิ่ม นอนอุ่น มันเป็นสิทธิเด็กเลย การรู้ว่ามีคนรักเราอยู่ และได้รับความรักที่เพียงพอ

เด็กหญิงนีลชามีวัยเยาว์ที่น่าจดจำหรือเปล่า

(เบิร์ดพยักหน้าพลางยิ้ม) เราได้รับความรักที่เพียงพอ เราถูกสอนให้รู้จักให้ ให้อภัยตัวเองได้  ให้อภัยคนอื่นเป็น แม่ถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ให้เราทั้งหมด

แล้วนางสาวนีลชามีวัยผู้ใหญ่ที่น่าจดจำไหม

ก็น่าจำนะ แต่ว่าถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) ใช้ทุกด้านอย่างเต็มที่แล้ว ไม่เสียดาย ไม่กลับไปแก้ไข เราอยากแก่ไปอย่างไม่ติดเตียง ยังได้ทำงานอะไรอยู่บ้าง เราทำวันนี้เพื่อให้เกิดวันนั้น ไม่รู้จะเป็นไปได้ไหมนะ แต่ผลมันจะออกมาจากเหตุที่เราทำ

เบิร์ดอยากตั้งชื่อนิทานที่เป็นชีวิตของตัวเองตอนนี้ว่าอะไร

‘ป้าเบิร์ดกินราเม็ง’ โดยนีลชา เฟื่องฟูเกียรติ (หัวเราะ) เพราะขณะนี้ทุกคนกำลังทำหน้าที่ของตัวเอง เผชิญชะตากรรมของตัวเอง มีเหตุผลในการใช้ชีวิตของตัวเอง 

ระหว่างสนทนากันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เบิร์ดนั่งบนโซฟาสีดำสนิท แต่มีสีสันแปดเปื้อนจากกองนิทานที่รายล้อมรอบตัวเธอ กระทั่งมันรายล้อมมาถึงผู้เขียน เธอหยิบเล่มนั้นเล่มนี้ขึ้นอวด ประหนึ่งว่าเราเป็นเด็กตัวเล็กอายุไม่กี่ขวบที่กำลังจ้องเธอตาแป๋ว รอคอยให้เหล่าตัวละครออกเดินทาง ช่างเป็นการสัมภาษณ์ที่ยาวนานด้วยเทปเสียงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่ก็แสนสั้นเหลือเกินเมื่อถึงเวลาที่นิทานต้องปิดจบลง  ไม่ว่าเด็กหญิงนีลชาจะผันผ่านความรวดร้าวอะไรมา แต่ในตอนนี้ เธอกลายเป็นนางสาวนีลชาผู้มีความเบิกบาน เป็นนักเล่านิทานที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานบวก ใครได้อยู่ใกล้ก็รู้สึกสบายใจ อยากฟังน้ำเสียงละเมียดละไมของเธอ และอาจเผลอตกอยู่ในมนตร์สะกดนั้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนอย่างเพื่อนวัยทำงานหลายคนที่ทยอยมานั่งรอตาแป๋ว เพื่อฟังนิทานจาก ‘เบิร์ด-นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ’

AUTHOR