‘นิยุติ สงสมพันธุ์’ ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของนักเขียนผู้ล่วงลับและจิตวิญญาณแห่งเรื่องเล่าที่ยังคงอยู่ ณ ‘หลาดใต้โหนด’

การเดินทางในครั้งนี้ เรามีโอกาสได้ไปร่วมทริปเดินทางกับ ‘FLYNOW’ แบรนด์เสื้อผ้าสายแฟชันสุดเก๋ และ ‘ช่างชุ่ย’ ศูนย์รวมความสร้างสรรค์ ตั้งแต่ขายของตลาดนัดยันคอนเสิร์ต ที่จัดระดมทริปนี้ไปเยือนภาคใต้ทั้ง 3 จังหวัด หนึ่งในนั้นมีจังหวัดพัทลุงอยู่ด้วย ในวันที่ 3 ของทริป เริ่มต้นวันกันด้วยความตั้งใจที่จะไปเดินตลาดตอนเช้าวันอาทิตย์ ที่ที่จะไปเยือนก็คือ ‘หลาดใต้โหนด’ เราได้ยินชื่อนี้มาหลายครั้งในฐานะตลาดที่กำลังเป็นที่นิยม ตลาดที่ใครต่อใครพูดกันว่าไม่เหมือนตลาดไหนในประเทศไทย แต่เมื่อได้ไปถึงจริงๆ สิ่งที่พบเจอกลับกลายเป็นมากกว่าตลาดขายของธรรมดา เพราะคือเรื่องราว ความทรงจำ และความหมายที่สืบเนื่องมาจากชายคนหนึ่งที่จากไปแล้ว และอีกชายหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนี้ ณ ที่หลาดใต้โหนด

‘หลาดใต้โหนด’ ไม่ใช่สถานที่ แต่คือ ‘ผู้คน’

“Asgard is not a place, it’s a people.” วลีสุดฮิตจากหนังมาร์เวล คำกล่าวของโอดิน ตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Thor Ragnarok  ที่มีความหมายลึกซึ้งว่าจิตวิญญาณที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ดินแดนหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่คือ ‘ผู้คน’ เมื่อเราได้ก้าวเข้าไปในสถานที่แห่งนี้แล้ว ทำให้เราได้นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาทันที

คำว่า ‘หลาด’ ในภาษาใต้แปลว่า ‘ตลาด’ ส่วนคำว่า ‘โหนด’ มาจากคำว่า ‘ตาลโตนด’ รวมเป็นคำว่า ‘หลาดใต้โหนด’ ที่ตั้งอยู่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ตลาดแห่งนี้เปิดทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ตลาดที่มีบรรยากาศพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะตั้งอยู่กลางสวนยางพารา ป่าไม้สูงใหญ่ เหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่อีกโลกที่รายล้อมด้วยร่มเงาและความเขียวขจี ทำให้ผู้คนที่มาเดินอย่างเรารู้สึกได้ถึงทั้งความสงบและความคึกคักไปพร้อมๆ กัน

ที่นี่ไม่มีแผงเหล็ก ไม่มีป้ายโฆษณาสีฉูดฉาด มีแต่เพียงเก้าอี้ไม้และโต๊ะเรียงราย ให้จับจองตามบรรยากาศความชื้นของดินที่หากตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส คุณจะได้กลิ่นธรรมชาติเป็นแน่ นอกจากนี้ยังโอบล้อมไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพ่อค้าแม่ค้าที่นำของพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น ผัก ผลไม้ ไปจนถึงงานหัตถกรรมและดนตรีพื้นเมืองมาขาย ให้ความรู้สึกอบอุ่น และสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อเดินเข้าสู่ตลาดจะพบเห็นป้ายใหญ่ที่เขียนไว้ว่า ‘บ้านนักเขียนใต้โหนด’ ด้วยความสงสัยในฐานะนักเขียน (ที่จะต้องหาเรื่องมาเล่า) ว่าทำไมตลาดถึงมีบ้านนักเขียน แล้วบ้านนักเขียนเกี่ยวอะไรกับตลาด เราจึงก้าวเข้าไปในบ้านหลังนั้นเพื่อค้นหาคำตอบมาให้ผู้อ่านได้รู้ไปพร้อมกัน

เมื่อก้าวเข้าไปที่แห่งนี้ จะพบกับรอยประทับมือของนักเขียนที่ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติในแต่ละปี และยังมีศิลปินแห่งชาติในหมวดอื่นๆ อีกด้วย อีกทั้งยังมีมุมแสดงผลงานจิตรกรรม มีร้านกาแฟให้นิ่งจิบชิลล์ๆ และยังมีห้องสมุดให้อ่าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถูกประทับไว้แทบทุกมุมในบ้านหลังนี้ ตั้งแต่หน้าบ้าน หรือบนปกหนังสือแทบทุกเล่มที่เรียงรายไว้นั่นคือบุคคลที่ชื่อว่า ‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ ทำให้เราฟันธงว่า บ้านหลังนี้คงเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านนักเขียนของชายคนนี้แน่นอน

‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ นักเขียนแห่งรางวัลผู้ล่วงลับ 

หากย้อนกลับไปในยุคที่คนอ่านหนังสือกันเยอะกว่านี้ ชื่อของ ‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ คงจะคุ้นหูผู้อ่านอยู่บ้าง เพราะเขาคือนักเขียนผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2539 จากรวมเรื่องสั้น ‘แผ่นดินอื่น’ ที่รวม 8 เรื่องสั้นขนาดยาวที่สะท้อนคนภาคใต้ ตีแผ่เบื้องลึกที่ไม่มีใครพูดถึง และมีผลงานอีกมากมาย เช่น ‘คนใบเลี้ยงเดี่ยว’ ‘สะพานขาด’ ‘บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร’ และ ‘จดหมายถึงเพื่อน’ ด้วยผลงานแน่นขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้รางวัลซีไรต์ไปครอง ผลงานของเขามีทั้งความงดงามในภาษา และความเข้มข้นของเนื้อหา ที่หยิบยกเรื่องราวของคนชายขอบ ความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางของมนุษย์มาเล่าอย่างละเมียดละไม เขาเป็นนักเขียนที่เชื่อในพลังของเรื่องเล่า เชื่อว่าวรรณกรรมสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และเขายังเป็นนักเขียนวรรณกรรมที่ได้ฉายาว่า ‘นักเขียนหนุ่มตลอดกาล’ 

แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือหลังจากที่เราได้หาข้อมูลจากอากู๋เพิ่มเติม ทำให้รู้ว่าฉายาที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะกนกพงศ์หน้าเด็กตลอดกาล แต่เป็นเพราะเขาได้จากไปอย่างกะทันหันในปี 2549 ด้วยโรคร้ายอย่างไข้หวัดใหญ่ ซึ่งการจากไปของเขาไม่เพียงทิ้งช่องว่างใหญ่ให้กับแวดวงวรรณกรรมไทย แต่ยังทิ้งความโศกเศร้าแก่ผู้ที่รักและชื่นชมงานเขียนของเขาให้ยังคงนึกถึง และสถานที่แห่งนี้ ก็ดูจะเป็นหลักฐานยืนยันเช่นกันว่าเขาไม่ได้จากไปไหน

ในระหว่างที่เราเดินสำรวจภายในบ้านที่เป็นพิพิธภัณฑ์ของชายที่ชื่อกนกพงศ์อยู่นั้น เราก็พบกับชายคนหนึ่งที่นั่งจิบกาแฟอยู่มุมหนึ่งของบ้าน ใบหน้าของเขาชวนให้นึกถึงใครบางคนที่เราเพิ่งเห็นจากบ้านนักเขียน คล้ายมาก คล้ายกับรูปปั้นที่ตั้งไว้ในบ้านหลังนี้ นึกแวบขึ้นมาทันที “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เขายังมีชีวิตอยู่เหรอนี่” (หากเป็นแบบนั้น ผมคงจะพิสูจน์ได้แล้วว่าโลกหลังความตายมีจริง) แต่แล้วความจริงทุกอย่างก็คลี่คลาย เขาคนนั้นไม่ใช่นักเขียนรางวัลซีไรต์ผู้ล่วงลับไปแล้ว หากแต่คือพี่ชายของเขา ‘นิยุติ สงสมพันธุ์’ ที่หน้าตาแสนละม้ายคล้ายคลึงอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าคล้ายคงไม่ใช่เพียงใบหน้า แต่เป็นแววตาและท่าทาง รวมถึงเจตนารมณ์ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับผู้คนต่างหากที่ทำให้เราสัมผัสได้จากตัวเขาคนนี้

เรามีโอกาสได้พูดคุยกับนิยุติประมาณ 15 นาที แต่เรื่องราวที่เขาเล่า กลับมีกำลังมากพอจะอยู่ต่อในใจยาวนานกว่านั้น เขาเล่าอย่างเรียบง่ายถึงความตั้งใจที่ทำให้ตลาดแห่งนี้เกิดขึ้น และในทุกคำพูดของเขา เราสัมผัสได้ถึงเงาของกนกพงศ์ที่ยังคงอยู่ และเป็นต้นตอที่จะทำให้เราได้ทราบถึงที่มาที่ไปว่าทำไมตลาดถึงมีบ้านนักเขียน แล้วบ้านนักเขียนเกี่ยวอะไรกับตลาดกันแน่ ความจริงทุกอย่างอยู่ที่ชายคนนี้

จาก ‘กนกพงศ์’ สู่ ‘นิยุติ’

จิตวิญญาณแห่งบ้านนักเขียนใต้โหนด

ถึงแม้ว่า ‘นิยุติ สงสมพันธุ์’ ไม่ได้เป็นนักเขียนแต่เขาเดินบนเส้นทางศิลปินไม่ต่างกับน้องชายเช่นกัน เขาเป็นศิลปินในนามของวง ‘ใต้สวรรค์’ ที่ปล่อยผลงานเพลงในฐานะวงอินดีภาคใต้มามากมาย อย่างเพลง ‘เห่เล’ ‘สัญญาใต้ต้นท้อน’ และ ‘ชุมนุมเทวดา’ แต่หลังจากที่กนกพงศ์เสียไป เขาเลือกที่จะกลับมาอยู่บ้านเกิดและจะสืบต่อเจตนารมณ์อีกทางหนึ่งของน้องชายเขาให้ยังคงอยู่ ร่วมกับพี่ชายอีกคน ‘เจน – สงสมพันธุ์’ ซึ่งในอดีตเคยเป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 2 สมัย และเป็นผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาสำนักพิมพ์นาครอีกด้วย

“ในตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจให้ที่แห่งนี้เป็นตลาดเป็นขายของ แต่สร้างที่แห่งนี้ไว้เป็น ‘บ้าน’ เพื่อจะได้รำลึกถึงกนกพงศ์ แล้วก็สานต่อเจตนารมณ์ของเขา จนกลายเป็น ‘บ้านนักเขียนใต้โหนดสีสันศิลปะ’ เป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะกับเพื่อนๆ นักเขียน ศิลปิน เพื่อมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และส่งต่องานด้านศิลปะให้กับเด็กรุ่นใหม่” นิยุติได้ย้อนถึงที่มาที่ไปของหลาดใต้โหนดให้เราฟัง หากคุณได้มาสัมผัสจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีโซนตลาดขายของกิน แต่ยังมีพื้นที่กิจกรรมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลานเวทีกิจกรรม ห้องเรียนรู้สอนศิลปะสำหรับเด็กและครอบครัว ไปจนถึงพื้นที่โชว์ศิลปินนักร้อง ทุกอย่างถูกรวมไว้ในที่นี้

“แรกๆ ชาวบ้านยังไม่เข้าใจว่าผมจะทำอะไร พื้นที่นี้มีไว้ทำอะไร และเรียกกลุ่มพวกผมว่าฮิปปี เพราะผมมีเพื่อนที่เป็นฝรั่งด้วย และพวกผมก็มีแต่คนผมยาวๆ เขาคิดว่าเป็นแหล่งมั่วสุมรึเปล่า (หัวเราะ) แต่พอเขาเห็นว่ามีสอนเด็กๆ ทำกิจกรรม พ่อแม่เห็นเด็กๆ เรียนรู้และสนุกสนาน พวกเขาก็ค่อยๆ เปิดใจมากขึ้น จากจุดนั้นก็เลยเริ่มมีครอบครัวมาทำกิจกรรม ตลาดก็เริ่มครึกครื้นมากขึ้น” แต่ใครจะไปรู้ว่าการทำสิ่งต่างๆ ด้วยใจรัก จากพลังงานดีๆ ที่คนหนึ่งส่งไปถึงอีกคนจะยิ่งใหญ่ขึ้นมาจนกลายเป็นตลาดนัดที่โด่งดังที่สุดในพัทลุงจนมาถึงปัจจุบันนี้

จาก ‘บ้านนักเขียนใต้โหนด’ 

กระโจนเป็น ‘หลาดใต้โหนด’ ของชาวพัทลุง

ความตั้งใจของนิยุติไม่อยากให้ที่นี่เป็นเพียงโมเดลธุรกิจอย่างตลาดนัดทั่วไป แต่อยากช่วยเหลือชุมชนให้สามารถเลี้ยงชีพได้ ในบ้านเกิดของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องหวังพึ่งตั๋วรถมุ่งตรงทำงานที่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว

“ผมออกไปสำรวจดูชีวิตชาวบ้านว่าเขาทำอะไรกันบ้าง สิ่งที่ผมเห็นคือชาวบ้านเขาตั้งโต๊ะพับขายของ ผัก ผลไม้ กันหน้าบ้าน แล้วก็นั่งเฝ้าโต๊ะกันทั้งวันรอคนมาซื้อ ขายได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เห็นแบบนั้นแล้ว ผมก็คิดง่ายๆ ว่าอยากให้เขามารวมตัวกันสักที่หนึ่ง ผมก็เลยลงมือทำขยายพื้นที่นี้ ถมดิน ปูทางเดิน เรียงโต๊ะข้างถนนประมาณ 10 กว่าโต๊ะ คนขับรถผ่านมาเห็นก็จอดซื้อ เริ่มสนใจเพราะเป็นของแท้จากชาวบ้าน เราก็ขยายพื้นที่ตามธรรมชาติ จนกลายเป็นตลาดทุกวันนี้”

ในมุมมองของคนธรรมดา หากหวังอยากให้ตลาดแห่งหนึ่งยั่งยืน และคนในชุมชนมาจับจ่ายเลี้ยงชีพก็คงไม่พอ หวังพึ่งนักท่องเที่ยวมาแวะเวียนบ่อยครั้งคงยาก บวกกับความเป็นเมืองรองอย่างพัทลุงโมเดลธุรกิจในการทำตลาดทางธุรกิจเช่นนี้คงไม่คุ้มทุนเป็นแน่ ด้วยความสงสัยเราอยากรู้ว่าเขาจะมีทางออกได้ยังไงบ้าง

“ในทางธุรกิจสิ่งที่ผมทำ ผมคิดว่าคนอื่นเขาน่าจะไม่ทำกัน เพราะที่นี่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นรีสอร์ต หรือร้านอาหาร ผมตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่เรียนรู้มา 4 ปี แต่คนมาเริ่มรู้จักมากขึ้น เพราะผมจัดคอนเสิร์ตบ่อย เวทีนั้นก็มีไว้รำลึกถึงกนกพงศ์ เหมือนเราก็พยายามสานต่อในสิ่งที่เขาอยากจะทำ จากที่อยู่แค่ตรงข้างถนนก็ลามมาจนถึงพื้นที่ลานกว้างด้านใน ผมก็กระจายสัดส่วนออกไปมากขึ้น งอกตามธรรมชาติ ตามที่แม่ค้าแม่ขายเขาวางกัน เหมือนรวมพลังกันช่วยให้ที่แห่งนี้เกิดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งที่ทำให้คนพัทลุงได้มีพื้นที่เลี้ยงชีพของตัวเองกัน”

เห็นได้ชัดว่าหลาดใต้โหนดเกิดขึ้นจากความหวังเล็กๆ ที่อยากให้คนในท้องถิ่นมีพื้นที่สร้างรายได้ อยากให้คนเมืองได้กลับมานึกถึงรากฐานของตัวเอง และอยากให้ตลาดแห่งนี้เป็น ‘พื้นที่แห่งชีวิต’ มากกว่าการค้าขาย ผลลัพธ์คือหลาดใต้โหนดได้กลายเป็นหนึ่งในตลาดชุมชนที่มีชื่อเสียงที่สุดของภาคใต้ และยังคงเติบโตด้วยพลังของผู้คนที่ไหลเวียนมาสร้างชีวิตชีวาให้กับที่แห่งนี้อยู่เสมอ

‘งานรำลึกกนกพงศ์’ 

พลังของวรรณกรรมไทยและความคิดถึงของผู้คน

นอกจากหลาดใต้โหนดจะเป็นตลาดและบ้านนักเขียนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สืบต่อเจตนารมณ์ของ ‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ มาโดยตลอดนั่นก็คือ ‘งานรำลึกถึงกนกพงศ์’ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

นิยุติเล่าให้ฟังว่า “ก่อนหน้านั้น เราเริ่มจัดงานรำลึกเมื่อประมาณ 4 – 5 ปี หลังจากที่เขาเสียไป พอมีที่นี่ เราก็ตัดสินใจจัดเป็นประจำ และเลือกให้จัดต่อเนื่อง 2 วัน 2 คืน งานนี้ไม่ได้จัดเพื่อโชว์ หรือเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เพื่อสนับสนุนวรรณกรรมไทยจริงๆ” เขายิ้มพลางพูดต่อว่า “ผมว่าเป็นงานที่มีนักเขียนมารวมตัวกันมากที่สุดแล้ว ถ้าเทียบกับงานของหน่วยงานอื่นๆ หลายคนมาที่นี่ด้วยใจรักจริงๆ จุดประสงค์เดียวคือมาร่วมกันรำลึกถึงกนกพงศ์ และส่งต่อความรักในเรื่องเล่าให้กับผู้คนรุ่นใหม่”

นอกจากเวทีสนทนาและงานวรรณกรรมแล้ว งานนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษอย่างการประทับรอยฝ่ามือของศิลปิน ซึ่งนิยุติได้แรงบันดาลใจมาจากฮอลลีวูดที่เขาประทับรอยเท้าไว้ (ก็ดูเท่ดี เราก็เลยเท่บ้าง) เขาอธิบายว่า “ผมคิดว่าอยากให้มีอะไรที่เป็นเหมือนเครื่องหมายของงานศิลปะในตัวตนศิลปิน เราเลยให้ศิลปินและนักเขียนได้ประทับรอยมือเก็บไว้ เพื่อให้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงบ้านหรือแหล่งตลาด แต่เป็นสถานที่ที่ศิลปินหลายรุ่นมาส่งต่อพลังและความคิดสร้างสรรค์ในกับคนรุ่นหลัง”

บ้านนักเขียนใต้โหนดแห่งนี้ กลายเป็นที่เดียวในไทยที่รวบรวมรอยฝ่ามือของศิลปินชื่อดังไว้มากที่สุด ศิลปินแห่งชาติ นักเขียน และศิลปินรุ่นใหม่ มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ความพิเศษของที่นี่จึงไม่ได้มีแค่ตลาดกับอาหารเท่านั้น แต่เป็นพลังของผู้คนที่มาเติมเต็มพื้นที่นี้ด้วยใจจริง 

นิยุติทิ้งท้ายบทสนทนาไว้ “สำหรับผม สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนคนหรือความดัง แต่เป็นการที่คนมาที่นี่แล้วรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วม ได้มีส่วนในเรื่องราว และเข้าใจถึงคุณค่าของวรรณกรรมไทย เหมือนกับว่าพลังของน้องชายผมยังคงอยู่ ผ่านสิ่งที่ผู้คนทำร่วมกันตรงนี้” งานรำลึกนี้จึงไม่ใช่แค่การระลึกถึงนักเขียนผู้ล่วงลับ แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับผู้คนทุกวัย ทั้งเด็ก เยาวชน ครอบครัว และนักเขียนรุ่นใหม่ ที่ได้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ศิลปะและวรรณกรรมสามารถเกิดขึ้นจริง และเติบโตด้วยความร่วมมือและพลังใจของผู้คน

ตลอดการพูดคุย เรานั่งมองหน้าเขาระหว่างพูด จากนั้นก็พลันนึกขึ้นได้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงนิยุติ แต่เหมือนเรากำลังได้เห็นเงาของกนกพงศ์ผ่านทั้งน้ำเสียง คำพูด แววตา และท่าทีของเขา ทั้งหมดนี้ที่เขาได้ทำเริ่มต้นจากได้รับพลังงานส่งต่อของชายคนหนึ่งจนถึงอีกคน และกลายเป็นหลายๆ คนที่รวมกันอยู่ในที่แห่งนี้ ‘ที่หลาดใต้โหนด’ เพราะที่นี่กลายเป็นพื้นที่กลางใจของชุมชนคนพัทลุง ทุกเช้าวันอาทิตย์ คนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว ศิลปิน และคนที่แสวงหาความหมายบางอย่าง จะมาพบปะกันตรงนี้ มันคือพื้นที่ของการแลกเปลี่ยน ทั้งสินค้า เรื่องเล่า และพลังใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่เป็นเหตุทำให้ที่แห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ ใครจะไปเชื่อว่าพลังการเล่าเรื่องของคนๆ หนึ่ง จะส่งต่อเจตนารมณ์ให้กับอีกคนในการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ จนกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงผู้คนไว้ด้วยกันมากมาย ต่อชีวิตให้ใครหลายคน สถานที่เป็นเพียงแค่จุดรวมผู้คน แต่พลังงานของคนในนั้นที่ไหลเวียนอยู่ นั่นต่างหากคือชีวิต ณ ที่แห่งนี้

“หลาดใต้โหนด ไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน” อย่างแท้จริง (อย่างที่โอดินได้กล่าวไว้) และทั้งหมดที่เล่ามาคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนสถานที่ที่มีชื่อว่า ‘หลาดใต้โหนด’ หากคุณได้ลองไป คุณอาจจะพบความบังเอิญจนทำให้คุณตกหลุมรัก ในแบบที่เราได้เจอในที่แห่งนี้ (บ้าจริง นี่เรารักที่นี่ไปแล้วหรือนี่)

ปล. หากใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วอยากย้อนกลับไปหาอ่านผลงานของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เราเชื่อว่าคงหาอ่านยากแล้ว แต่ถ้าคุณอยากหาอ่านให้ได้จริงๆ ผมมีที่หนึ่งอยากแนะนำว่ามีขายแน่ๆ ใช่แล้ว ที่หลาดใต้โหนด เพราะเราเองก็ได้มาแล้วหนึ่งเล่ม ถ้าคุณอยากอ่าน ต้องไปจับจองด้วยมือคุณเองแล้ว (เสียค่าหนังสือ 200 แต่เสียค่าตั๋ว 2000 นะ)

AUTHOR