‘ท่าแร่’ ชุมชนแห่งดวงดาว หมู่บ้านคริสต์ที่เติบโตกลางดินอีสาน

ฤดูฝนยังไม่สร่างซา ฤดูหนาวก็ใกล้คืบคลานเข้ามาแล้ว ไม่ใช่เพียงอากาศเย็นเยือกที่เราเฝ้าคิดถึง เสียงกระดิ่งกุ๊งกิ๊ง สีแดงเขียวละลานตา ทำนองเพลงแห่งความสุขสันต์ และการเริ่มต้นปีใหม่อีกครั้งก็เช่นกัน 

แต่รู้ไหม มีสถานที่แห่งหนึ่งในประเทศไทยที่เติบโตกลางดินอีสาน ทำให้ทุกวันเหมือนตกอยู่ในฤดูคริสต์มาสได้นะ ด้วยเพราะบ้านทุกหลังมีดวงดาวแขวนไว้ที่หน้าประตู ความสงบเงียบทำให้รู้สึกถึงอากาศหนาวเย็น แม้ว่าจะอยู่ในฤดูร้อนหรือหน้าฝนที่ซัดสาด สถานที่แห่งนั้นคือ ‘ชุมชนท่าแร่’ 

เราจะย้อนเส้นทางไปยัง 130 ปีก่อนในประเทศไทย ณ ดินแดนริมหนองหารที่ปัจจุบันเรียกกันว่าชุมชนท่าแร่ เดิมทีที่นี่เป็นเพียงทุ่งกว้างป่าโปร่ง ไม่ค่อยมีคนอยู่อาศัยมากเท่าไรนัก กระทั่งในปี พ.ศ. 2424 ชาวคริสตังกลุ่มหนึ่งได้อพยพหนีความไม่สงบ จากการถูกกีดกันทางศาสนา เป็นเวลาเดียวกับที่ ‘บาทหลวงเซเวียร์ เกโก’ กำลังเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในแถบอีสาน เขาชักชวนผู้อพยพให้ย้ายถิ่นที่อยู่ ทั้งคิดอยากเผยแผ่ศาสนาในสถานที่ใหม่ ทั้งหมดช่วยกันต่อแพไม้ไผ่บรรทุกข้าวของจำเป็น พลางอธิษฐานต่อเทวดามีคาแอลให้ได้พบที่ที่ตามหา 

กระแสลมพัดพาใบเรือไปยังชายฝั่งแห่งหนึ่งของหนองหาร พื้นดินส่วนใหญ่นั้นเต็มไปด้วยดินลูกรังที่เรียกกันว่าหินแฮ่ พวกเขาตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นี่ โดยให้ชื่อว่าชุมชนท่าแฮ่ และแล้วก็ได้เพี้ยนกลายมาเป็นชุมชนท่าแร่

ไม่นานนัก ก็มีผู้อพยพเข้ามาอยู่กันอย่างพลุกพล่าน จากการนำขบวนของ ‘บาทหลวงยอแซฟ กอมบูริเออ’ เขาพัฒนาชุมชนท่าแร่ให้มีผังเมืองเช่นเดียวกับเมืองในทวีปยุโรป จัดตั้งบ้านเรือนเป็นล็อกอย่างมีระเบียบ ผสมสไตล์เข้ากับวัฒนธรรมของผู้อยู่อาศัยต่างเผ่า ทั้งเผ่าไทลาว ไทญ้อ หรือเวียดนาม ทำให้สถาปัตยกรรมสมาสกันออกมาเป็นเรือนไม้สองชั้น ก่อด้วยอิฐฉาบปูน หรือไม่ก็เป็นตึกโบราณทรงยุโรป และโคโลเนียลฝรั่งเศสกลิ่นอายเวียดนาม

ชุมชนบ้านท่าแร่ ต.ท่าแร่ อ.เมือง จ.สกลนคร นับเป็นชุมชนคาทอลิกเก่าแก่ที่มีอายุยาวกว่าร้อยปี เป็นหมู่บ้านคริสตชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่เหตุผลไม่ใช่เพียงเพราะประชากรชาวคริสต์ หากเป็นเพราะความศรัทธาที่เหนียวแน่นภายในชุมชน 

ในคืนวันที่ 24 ธันวาคม ก่อนคริสต์มาสใกล้เข้ามาถึง ชาวบ้านจะถือดาวมือถือดวงเล็กๆ ที่ทำมือเองเดินแห่รอบ ‘อาสนวิหารเทวดามีคาแอล’ ที่เป็นดังหัวใจของชุมชน ไม่ใช่แค่โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางชีวิตของชาวบ้าน เป็นสถานที่เล่าเรียน ทำกิจกรรมร่วมกัน ชาวบ้านจะตระเตรียมดวงดาวไว้ในบ้าน บ้างประดับบนหลังคา แขวนไว้หน้าประตูบ้าน ใช้ไม้ไผ่ขึ้นโครงดาว ปะติดด้วยวัสดุจากกระดาษแก้ว ประดับด้วยไฟหลากสี เป็นอีกเครื่องหมายสำคัญว่าแม้พวกเขาจะมาไกลจากบ้านเกิด แต่ก็ยังมีบ้านแห่งความศรัทธาอยู่ ณ ท่าแร่

หากถามว่าทำไมต้องเป็นดวงดาว ต้องเท้าความกันไปในปี พ.ศ. 2545 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำจำกัดความแก่คำว่า ‘ดาว’ ไว้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นดวง มีแสงระยิบระยับในท้องฟ้าแลดูสว่างสุกใส ฉายส่องนอกจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นคำที่ใช้เรียนแทนบุคคลผู้เด่นดัง เช่น บรรดานักแสดงที่เราเรียกกันว่า ‘ดารา’ ชาวตะวันออกเชื่อกันว่าคนทุกคนเกิดมามีดาวประจำตัว ยิ่งใครมีมีบุญหนัก ดาวประจำตัวจะเปล่งแสงมากกว่าปกติ ครั้งที่ ‘พระเยซู’ ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ประสูติ ก็มีดวงดาวประจำพระองค์ปรากฏขึ้น เหล่าโหราจารย์หรือนักปราชญ์จากทิศตะวันออกเดินตามดวงดาวนั้นไป จนได้พบพระเยซู ดวงดาวในศาสนาคริสต์ถึงเป็นสัญลักษณ์แสดงการบังเกิดมาของพระเยซู 

บาทหลวงเซเวียร์เป็นธรรมทูตรุ่นบุกเบิกคณะมิสซังแห่งกรุงปารีส เขาได้สอนให้คริสตชนทำดาวประดับวัดในเทศกาลคริสต์มาสเพื่อระลึกถึงพระเยซู ก่อนที่ดวงดาวจะค่อยๆ เติบโตใหญ่ขึ้นจากดาวมือถือขนาดจิ๋วสู่ประเพณีแห่ดาวบนท้องถนนจังหวัดสกลนคร จากการริเริ่มของ ‘อัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน’ อดีตผู้ปกครองท่าแร่ – หนองแสง

‘ประเพณีแห่ดาวท่าแร่’ จะถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 ธันวาคมของทุกปี กลางถนนเส้นหลักที่มีรถขบวนแห่ดาวใหญ่จาก 15 ชุมชนของเทศบาลตำบลท่าแร่ เราไม่ต้องรอให้ซานตาคลอสย่องแอบเอาลูกกวาดมาหย่อนในถุงเท้าแล้ว เพราะบนรถจะมีซานตาคลอสคอยแจกขนมให้กับมือ ทั้งตลาดคนเดินรายล้อมเมือง เรียกได้ว่าเป็นค่ำคืนที่ชุมชนท่าแร่สุกสว่างที่สุด และมีเสียงหัวเราะมากที่สุด

ผู้เขียนมีโอกาสไปยังชุมชนท่าแร่ตามเส้นทางของแอป WABU (Walking Buddy) ที่เกิดจากการจับมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท อิน คอมมอน จำกัด เป็นทั้งไกด์และคู่หูพาเราท่องเที่ยวย่านชุมชนเก่าที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วประเทศไทย การลัดเลาะเดินไปกับแอป WABU แตกต่างจากการเดินตามแผนที่ GPS เพราะเขาจะแพลนเส้นทางให้เราเดินไปเห็นเสน่ห์ลับที่คงไม่อาจเห็นกันได้ง่ายๆ เข้าถึงแก่นและวิถีชุมชน เหมือนเจ้าย่านมากระซิบบอกด้วยตัวเองเลยนะ 

นอกจากการมาเยือนท่าแร่ในคราวนี้จะทำให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มากขึ้น สิ่งที่ผู้เขียนสัมผัสได้ตามตรอกซอย คือความศรัทธาที่หลอมรวมเป็นความอบอุ่น เฉกเช่นบ้านหลังหนึ่งของ ‘พร – ลำพร สารธิยากุล’ ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘บ้านแห่งดวงดาว’ เพราะเป็นบ้านที่ถูกล้อมไปด้วยดาวกระดาษทำมือนับไม่ถ้วน เธอเดินทางเข้ากรุงเทพอยู่บ่อยครั้งเพื่อหาซื้ออุปกรณ์จากตลาดสำเพ็ง ทำธุรกิจค้าขายดวงดาว ส่งตามโรงเรียนคริสต์ โบสถ์ บ้านเรือนของผู้คนทั่วทั้งแถบต่างก็มีดาวจากบ้านของเธอประดับอยู่

สิ่งที่ทำให้ชุมชนท่าแร่พิเศษไม่ใช่เพียงเพราะความงดงามของดวงดาวในมือพวกเขา แต่เป็นความหมายที่สอดแทรกอยู่เบื้องหลัง ดวงดาวนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อ ความรัก ความกลมเกลียวของคนในชุมชน ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจว่าทุกคนสามารถเป็นดวงดาวที่ส่องนำทางให้กันและกันได้ 

ยังมีอีกหลายความน่าสนใจที่เรายังไม่ได้หยิบมาให้เห็น เพราะอยากให้ผู้อ่านได้ลัดเลาะไปสัมผัสด้วยตัวเองเสียมากกว่า ทั้งร้านข้าวเปียกโบราณฟรานซิสโก คฤหาสน์อุดมเดชวัฒน์ ตึกหิน ร้านนำสมัย บอกเล่ากันได้ไม่หมดในหนึ่งบทความ และหากคิดจะเก็บกระเป๋าไปแล้ว ระวังหลวมตัวตกอยู่ในมนตร์สกลนครนะ

AUTHOR