สำรวจประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของผู้คนในยุค 60s ผ่านโลกแฟชัน ใน ‘Shine The Series’

หากจะพูดถึงซีรีส์เกย์สักเรื่องที่มาแรงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยจะต้องพูดถึง ‘Shine The Series’ กับเรื่องราวความหลากหลายในยุคสมัยแห่งการแบ่งขั้วทางความคิด ตฤน (รับบทโดย อาโป ณัฐวิญญ์) นักเศรษฐศาสตร์หนุ่ม ผู้ยึดมั่นในหลักการและความถูกต้อง ซึ่งได้จับพลัดจับผลูมาเจอกับ ธันวา (รับบทโดย มาย ภาคภูมิ) หนุ่มฮิปปีผู้รักอิสระ นักร้องนำวงมูนชายน์ ทั้งคู่จึงได้กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของกันและกันนับตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ 

และอาจต้องบอกว่า Shine นับเป็นอีกหนึ่งซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การเปิดดู เพราะนอกจากจะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวดราม่าโรแมนติกอันชวนให้ติดตามแล้ว ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวการตั้งคำถามต่ออุดมการณ์ความคิด การเสียดสีต่อระบบการเมืองที่ปิดกั้นเสรีภาพ การนำเสนอช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของประเทศไทย ตลอดจนเรื่องราวสังคมในยุค 60s ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาผ่านวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม เสียงดนตรี และแฟชัน 

ใช่แล้ว แฟชันหรือเสื้อผ้าที่เราใส่กันอยู่ทุกวันนี้แหละ คืออีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นส่วนสำคัญที่จะช่วยพาเราย้อนกลับไปเข้าใจเรื่องราวทางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ในอดีตได้ 

เฉพาะอย่างยิ่งกับแฟชันยุค 60s ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งได้เกิดขึ้นแทบจะทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยเรา ประเทศที่แม้จะอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางโลกแฟชันอย่าง สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป แต่เราก็ได้รับอิทธิพลจากโลกตะวันตกมาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว 

ฉะนั้นแล้ว หากจะทำความเข้าใจความเป็นยุค 60s ได้ลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนี่แหละ จะเป็นตัวช่วยอย่างดี ซึ่งพร้อมช่วยให้เราได้มองเห็นอีกหนึ่งมิติที่สำคัญของประวัติศาสตร์มนุษย์เรา 

แฟชันยุค 60s เป็นอย่างไร?

ก่อนที่จะไปดูว่าแฟชันในช่วงยุค 60s ของเหล่าหนุ่มสาวในไทยเป็นอย่างไร ก็อาจต้องมาปูพื้นฐานภาพรวมแฟชันของโลกตะวันตกกันก่อนสักนิด เพราะเสื้อผ้าหน้าผมคนไทยในยุคดังกล่าวก็ได้รับอิทธิพลมาจากโลกตะวันตกนี่แหละ 

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1950 เสื้อผ้าของทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีเต็มไปด้วยความประณีต จริงจัง และหรูหรา ทุกองค์ประกอบล้วนสะท้อนถึงภาพลักษณ์และสถานะทางสังคม 

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 1960 โลกก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากความเคร่งครัดแบบเดิมไปสู่ยุคแห่งอิสรภาพและการตั้งคำถาม สังคมตะวันตกหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษและอเมริกา เริ่มถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจหลังยุคฟื้นฟูจากสงคราม ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้พวกเขามองการแต่งกายมากกว่าแค่เรื่องสังคมหรือสถานะ แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตน

เริ่มกันที่แฟชันฝั่งผู้หญิงกันก่อน โดยเทรนด์เสื้อผ้าของผู้หญิงในยุคนี้จะแบ่งออกเป็น 3 แบบหลักๆ ได้แก่ ชุดที่มีความสง่างามแบบผู้หญิงผู้ดี โดยชุดประเภทนี้มักเป็นเสื้อผ้าที่ตัดเข้ารูป บางทีก็เป็นชุดสูทสำหรับผู้หญิง ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงทรงเอไลน์ สะท้อนถึงความเรียบแต่โก้ของผู้หญิงในยุคสมัยนั้น หนึ่งในคนที่เป็นไอคอนิกด้านการแต่งกายสไตล์นี้มากที่สุดในทศวรรษ 1960 นี้ ก็คงหนีไม่พ้น แจ็กเกอลีน เคนเนดี (Jacqueline Kennedy) สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ในยุคนั้น 

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะแต่งตัวเรียบโก้ไปเสียหมด บางกลุ่มก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสตามแบบผู้หญิงยุคใหม่ ซึ่งสไตล์นี้ถือกำเนิดมาจากกระแส ‘Swinging London’ ซึ่งเป็นยุคที่ลอนดอนมีความก้าวหน้าทางศิลปะและแฟชัน โดยบุคคลต้นแบบสำคัญของสาวๆ ผู้นำกระแสนี้มาอยู่บนเส้นทางหลักของโลกแฟชันคือ แมรี เควินต์ (Mary Quant) ดีไซน์เนอร์คนสำคัญผู้ทำให้กระโปรงแบบมินิสเกิร์ตแพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก

สไตล์ท้ายสุดของผู้หญิงในยุค 60s คือเสื้อผ้าสไตล์ฮิปปี ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากวัฒนธรรมฝั่งตะวันออก เสื้อผ้าแนวนี้จะเน้นสีสันและลวดลาย เพื่อแสดงออกถึงแนวคิดเรื่องอิสรภาพ อันไร้กรอบเกณฑ์มาคอยกำหนดเหมือนยุคก่อนๆ ซึ่งกลุ่มฮิปปีถือเป็นกลุ่มทางสังคมอันสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหว ตั้งคำถาม และเรียกร้องสันติภาพของโลกภายใต้โลกที่กำลังระอุไปด้วยภาวะสงครามเย็น แถมสไตล์นี้ยังไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ผู้หญิง หากแต่ยังเป็นอีกหนึ่งสไตล์แฟชันของผู้ชายอีกหลายคนในทศวรรษนี้ด้วย 

และแน่นอนว่าฮิปปีคงไม่ใช่สไตล์เสื้อผ้าเดียวของผู้ชาย เช่นเดียวกันกับแฟชันของผู้หญิงที่ค่อยๆ กลายเป็นสไตล์ลำลองมากขึ้น แถมจำนวนไม่น้อยยังได้รับอิทธิพลมาจากชุดเครื่องแบบของทหาร หนำซ้ำกระแส Swinging London ยังทำให้เสื้อผ้าผู้ชายเริ่มมีลวดลายและสีสันสดใสกว่าเก่า ซึ่งนับเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกแฟชัน เพราะเสื้อผ้าของผู้ชายแทบไม่ได้มีการพัฒนาใหม่ๆ มานานกว่าร้อยปีแล้ว 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลง คือการที่แต่ก่อนเสื้อผ้าผู้ชายมักถูกตัดเย็บอย่างเป็นทางการ ต้องเรียบโก้ และดูเข้มขรึม ทว่าในทศวรรษนี้กลับมีการเพิ่มองค์ประกอบใหม่ๆ ลงไปในชุดผู้ชายมากขึ้นอย่างช่วงกลางทศวรรษ 1960 ชุดสูทก็มีความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ชุดสูทที่มีสีสันและมีลวดลายทั้งลายทางหรือลายพิมพ์มากขึ้น แถมยังมีการปรับให้มีลูกเล่นที่แหวกแนวกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น แจ็กเกตที่ไม่มี กางเกงทรงเข้ารูป และรองเท้าบูตมีส้น เป็นต้น 

ทั้งนี้ ไอคอนิกของผู้ชายยุคสมัยนี้ยังเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากเดิมที่ดาราภาพยนตร์คือไอคอนหลักของแฟชันชายมาตั้งแต่ยุค 1930s ทว่าในทศวรรษนี้บุคคลในแวดวงดนตรี อย่าง The Beatles Jimi Hendrix และ Mick Jagger กลายมาเป็นแกนหลักสำคัญในการกำหนดทิศทางแฟชันของบรรดาผู้ชายในยุคนี้

มาถึงตรงนี้ทุกคนน่าจะพอเห็นภาพกันไม่มากก็น้อยแล้ว ว่าโลกแฟชันในทศวรรษ 1960 มีลักษณะเป็นแบบไหนบ้าง แล้วเกิดขึ้นมาภายใต้บริบททางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจอย่างไร 

แฟชันยุค 60s แบบไทยใน Shine The Series

หลังจากเห็นภาพรวมของแฟชันในทศวรรษ 60 ของโลกตะวันตกกันไปแล้ว ซึ่งธรรมเนียมการแต่งกายและสไตล์แฟชันเหล่านี้ก็ได้หลั่งไหลเข้ามาในวัฒนธรรมการแต่งกายของคนไทยเราด้วยเช่นกัน โดยหลักๆ ก็มาจากทั้งยุคสมัยสงครามเย็น ที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อประเทศเราในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ภาพยนตร์ รวมถึงด้านแฟชันหรือกระทั่งการเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกจากกลุ่มคนไทยหัวสมัยใหม่ที่ไปเรียนเมืองนอกและนำแนวคิดและภูมิปัญญาของชาติตะวันตกกลับเข้ามาในไทย 

ทั้งนี้เรามาดูของไทยกันบ้างดีกว่าว่าภาพรวมแฟชันจะเป็นอย่างไร แล้วได้รับอิทธิพลมาอย่างไรบ้างผ่านตัวละครต่างๆ ใน Shine The Series ซึ่งหากใครได้ดูซีรีส์กันไปเป็นที่เรียบร้อย คงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าครบเครื่องทุกเรื่องและทุกมิติ แม้กระทั่งเสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร ก็ได้ถอดแบบมาจากผู้คนในยุค 60s แบบเก็บทุกรายละเอียดจริงๆ  

เราลองมาดูที่ตัวละครฝั่งหญิง อย่างเทวี (รับบทโดย กบ พิมลรัตน์) ผู้เป็นตัวแทนของหญิงจารีตแห่งยุคสมัย การแต่งกายของเธอคือภาพแทนของผู้หญิงที่เพรียบพร้อมไปเสียหมดทุกด้าน การแต่งกายของเธอจึงทั้งดูโก้และบ่งบอกถึงตัวตนความเป็นผู้ดี ไม่ต่างอะไรกับสไตล์การแต่งกายของผู้หญิงจากสหรัฐฯ ในยุค 60s ที่มีแจ็กเกอลีน เคนเนดี เป็นไอคอน ซึ่งผู้หญิงจะต้องดูทันสมัย กระฉับกระเฉง แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องไม่ละทิ้งความเป็นหญิงจนเกินไป 

ทั้งนี้ตัวแทนของผู้หญิงยุค 60s ผู้ก้าวล้ำ นำเทรนต์ ไม่สนใจจารีตดั้งเดิมเอง ก็มีในตัวซีรีส์ด้วยเช่นกัน อย่างงมนทิรา (รับบทโดย นก สินจัย) แม่หม้ายผู้เลือกใช้ชีวิตอิสระดั่งใจนึก ภาพแทนของผู้หญิงยุคใหม่ กับเครื่องแต่งกายแบบโฉบเฉี่ยว สีสันสดใส แถมด้วยลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ เช่นเดียวกับเหล่าผู้หญิงที่มีแมรี เควินต์ เป็นไอคอน

ตัดภาพมาที่ฝั่งผู้ชาย 1 คนที่ต้องยอมรับเลยว่ามีสไตล์การแต่งกายที่โดดเด่นและเป็นที่น่าจดจำมากที่สุดคนหนึ่งคงหนีไม่พ้นตัวละคร อย่างธันวา ฮิปปีหนุ่ม ผู้มาพร้อมกับเสื้อผ้าฮิปปีสีสันสดใส มีความกึ่งๆ โบฮีเมียน โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คลับคล้ายคลับคลากับจอห์น เซบาสเตียน (John Sebastian) หนึ่งในนักร้องดังจากยุค 60s 

อย่างไรก็ตาม ตัวละครผู้ชายอื่นๆ ในซีรีส์อาจไม่ได้มีสไตล์โดดเด่นเหมือนกับธันวาเท่าไรนัก หากแต่เป็นเสื้อผ้าที่ช่วยให้ผู้ชมอย่างเราสามารถจดจำบุคลิกและความเป็นตัวละครนั้นได้ อย่างตฤณ นักวิชาการผู้มาพร้อมกับเสื้อผ้าที่ประณีต ไม่ฉูดฉาด สะท้อนภาพความสุขุมนุ่มลึกของตัวละคร หรือกระทั่งณรัณ (รับบทโดย ยูโร ยศวรรธน์) นักหนังสือพิมพ์หนุ่ม ผู้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าลำลอง เน้นความเรียบง่าย บ่งบอกถึงอาชีพที่ต้องขยับเขยื้อนร่างกาย วิ่งไล่ตามข่าว ซึ่งก็คล้ายคลึงกับเหล่าสุภาพบุรุษจากโลกตะวันตกอีกจำนวนไม่น้อยที่หันมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เน้นความสบายกันมากว่าจะเน้นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ 

จาก Shine The Series ทุกคนคงเห็นแล้วว่าโลกแฟชันฝั่งตะวันตกมีอิทธิพลต่อสังคมไทยขนาดไหน และมันคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า แฟชันและเครื่องแต่งกายถือเป็นอีกภาษาหนึ่งที่มนุษย์ใช้สำหรับสื่อสารและสร้างเรื่องราวของตนเองขึ้นมาผ่านแต่ละยุคสมัย

เพราะฉะนั้นแล้ว แฟชันนี่แหละคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้เราได้ย้อนประวัติศาสตร์กลับไปทำความเข้าใจเรื่องราว สังคม และผู้คนในอีกหนึ่งมิติที่หลายคนก็อาจนึกไม่ถึง 

อ้างอิงจาก

fashionhistory.fitnyc.edu

vam.ac.uk

vogue.com

AUTHOR